ความเป็น R&D

การผลิตคลอรีนจากระบบเกลือ

ระบบเกลือ (Salt System) การฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบเกลือเป็นระบบที่สร้างคลอรีนมาจากเกลือโดยผ่านกระแสไฟฟ้าลงไปในสารละลายเกลือที่เรียกว่า Electrolysis จากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง เพื่อที่จะสลายพันธะของเกลือและทำการสร้างคลอรีนโซเดียมไฮโปรครอไรต์ เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำระบบเกลือนี้เป็นระบบการฆ่าเชื้อโรคที่ปลอดภัยต่อผู้ที่มาใช้สระว่ายน้ำโดยการเติมเกลือลงในสระโดยตรง

เมื่อคลอรีนที่สร้างจากเกลือ(โซเดียมไฮโปรครอไรต์ ) ทำการฆ่าเชื้อโรคเสร็จแล้วในที่สุดมันก็จะกลับกลายเป็นเกลือ(NaCl)เหมือนเดิม ซึ่งถ้ามีการควบคุมให้ปริมาณที่เหมาะสมแล้ว(4,500ppm-6,000ppm)ก็จะไม่เกิดอันตรายกับผู้ใช้บริการ

ปริมาณค่าความเค็มของเกลือ
-ระบบเกลือมีค่าความเค็ม 4,500ppm-6,000ppm
-น้ำทะเลมีค่าความเค็ม 35,000ppm-50,000ppm
-น้ำตามีค่าความเค็ม 7,000ppm-9,000ppm

ข้อดีของสระว่ายน้ำระบบเกลือ
“ระบบเกลือ” มีข้อดีมากมายกว่าระบบที่เติมคลอรีนและระบบฉีดโอโซน ดังนี้

  1. ช่วยให้คุณประหยัดเวลา และ ค่าใช้จ่ายเพราะไม่ต้องซื้อและเติมคลอรีนอีกรวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการค่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำได้เป็นอย่างมาก
  2. ผลิตคลอรีนบริสุทธิ์ตลอดเวลาให้กับสระว่ายน้ำโดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 1/6 ของค่าใช้จ่ายคลอรีนแบบน้ำแบบผงหรือแบบก้อน
  3. ลดขั้นตอนในการสั่งซื้อคลอรีนและขั้นตอนในการเติมคลอรีน ประหยัดค่าแรงงานในการดูแลสระว่ายน้ำ
  4. ลดอันตรายในการจัดเก็บและขนย้ายคลอรีน ปลอดภัยสำหรับครอบครัวคุณและเด็กเล็ก
  5. ไม่ต้องใช้คลอรีนช่วยบำบัดน้ำหรือฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำและไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ใดๆในการติดตั้งสามารถใช้ได้กับสระเก่าและสระสร้างใหม่ ติดตั้งง่ายโดยไม่มีผลกระทบใดๆกับอุปกรณ์สระว่ายน้ำอื่น
  6. ผลิตคลอรีนบริสุทธิ์ด้วยตัวเองให้กับสระว่ายน้ำท่าน ช่วยให้ท่านมีเวลาว่างมากขึ้นไม่ต้องตรวจเช็คบ่อย
  7. ไม่มีสิ่งปนเปื้อนที่สกปรกเจือปนในสระว่ายน้ำ ขณะที่ระบบคลอรีนมีสารเจือปนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  8. ระบบน้ำเกลือ อ่อนโยน ไม่ฉุน ไม่มีกลิ่นรุนแรงเหมือนคลอรีนช่วยรักษาป้องกันและรักษาสุขภาพ จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียพบว่า “น้ำเกลือช่วยลดสาเหตุการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กเล็กได้ดีกว่าน้ำประปา”
  9. “ระบบเกลือ”ไม่ทำให้แสบตาหรือตาแดง เส้นผมแห้งแข็ง และไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง นักว่ายน้ำทั่วโลกทราบเป็นอย่างดีว่าน้ำเกลือดีต่อสุขภาพอีกทั้งช่วยป้องกันฟันผุอีกด้วย อีกทั้งช่วยรักษาชุดว่ายน้ำไม่ให้ซีดอีกด้วย
  10. ผู้ที่มีอาการแพ้คลอรีนสามารถว่ายน้ำในสระได้ตลอดเวลาด้วย “ระบบเกลือ” รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้ด้วย เพราะคลอรีนจากเกลือบริสุทธิ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่มีรส ไม่มีกลิ่น
  11. ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าคลอรีนซึ่งมีราคาแพง ส่งเสริมการใช้เกลือซึ่งผลิตเองได้ในประเทศ
  12. “ระบบเกลือ”ไม่ทำให้กระเบื้องหรือปูนยาแนวสึกกร่อนและไม่ทำให้อุปกรณ์สระว่ายน้ำอื่นๆเสียหายอีกด้วย

 

เปรียบเทียบสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ กับ ระบบคลอรีน
table-1


มาตรฐานค่าน้ำที่ควรจะเป็น

table-2


ระบบบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้

ระบบบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย 3 ระบบ คือ

1.ระบบน้ำเกลือ (Salt Water) เป็นระบบที่ดีที่สุด โดยการใช้น้ำเกลือธรรมชาติ (NaCI = Sodium Chloride) มาผ่าน ขบวนการ Electrolytic Process ของเครื่อง Salt Chlorinator มาทำการฆ่าเชื้อโรคในน้ำโดยเกิด Sodium Hypochlorite และ Sodium Chloride (NaCl) ซึ่งเป็นเกลือธรรมชาติดั้งเดิม และน้ำเกลือเมื่อใช้ฆ่าเชื้อโรคแล้วจะไม่สูญหายไปไหน จะเติม ก็ต่อเมื่อมีการทำ Back Wash คือ ล้างเครื่องกรอง หรือฝนตกจนน้ำล้นออกจากสระว่ายน้ำ ดังนั้นการเติมเกลือจะเติมประมาณ ปีละ 2-3 ครั้ง และน้ำเกลือจะมีความเข้มข้นเพียง 0.3% เท่านั้นเอง (ประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำตาคนเรา)

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีประชากรที่มีสระว่ายน้ำมากที่สุดในโลก และเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ Swimming Pool จำนวน 90% ใช้ระบบน้ำเกลือ และ 10% เป็นสระว่ายน้ำรุ่นเก่าใช้ระบบคลอรีน ซึ่งรอการเปลี่ยนเข้าสู่ระบบน้ำเกลือ

ระบบน้ำเกลือ นับเป็นระบบที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังได้ดีอีกด้วย (Mild Salt Water Has Therapeutic Benefits) แต่อย่างไรก็แล้วแต่ระบบเกลือก็ยังต้องดูแลค่า PH ความเป็นกรดและความเป็นด่างของน้ำในสระ ซึ่งจะมีความเป็นด่างเพิ่มขึ้นเท่านั้น จะไม่มีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น จากผลของการใช้น้ำเกลือผ่าน Electrolytic Process

2NaCl + H2O >NaOCl + NaCl+H2+H2O
(ตัวฆ่าเชื้อโรค) (เกลือธรรมชาติ)

2. ระบบคลอรีน เป็นตัวฆ่าเชื้อโรคในน้ำ โดยอาจนำคลอรีนมาฆ่าเชื้อในรูปของ ของเหลว (Liquid Chlorine) หรือเป็นเม็ด (Tabletes) หรืออัดมาเป็นก้อน หรือเป็นผง (Powder) แล้วแต่บริษัทจะผลิตขึ้นมาโดยใส่ลงในสระว่ายน้ำ ด้วยการโรยผง คลอรีน เป็นผงคลอรีนเหลวเทลงในสระ หรือเป็นก้อนคลอรีนใส่ใน Skimmer เพื่อให้ค่อย ๆ ละลายในสระว่ายน้ำ ตัวคลอรีน จะเปลี่ยนเป็นตัวฆ่าเชื้อโรค โดยจะทำงานหรือฆ่าเชื้อโรคได้ก็ต่อเมื่อน้ำในสระมีค่า PH อยู่ระหว่าง 7.2-7.8

ซึ่งถ้าหากน้ำ ในสระมีค่าความเป็นด่าง ก็ต้องเติมกรดลงไป แล้วแต่บริษัทจะใส่กรดอะไร ค่าความเป็นด่างจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อ ขี้เหงื่อ และขี้ไคลของผู้ที่ลงไปเล่นในสระว่ายน้ำ (Bather) ดังนั้นก่อนลงสระว่ายน้ำ จึงต้องอาบน้ำล้างตัวก่อนลงสระ หรืออาจ จะเกิดเศษใบไม้ใบหญ้า หรือฝุ่นละออง ที่ลงไปในสระว่ายน้ำ แต่ถ้าน้ำในสระมีค่า PH ต่ำลง คือมีความเป็นกรดสูงขึ้น ก็ต้อง เติมสารที่เป็นด่างเพื่อปรับค่า PH อาจเป็น Buffer หรือ Soda ash ก็ได้

ดังนั้นจึงต้องมีการวัดค่า PH ของน้ำในสระทุก ๆ วัน แต่ปัจจุบันนี้มีเครื่องวัดค่า PH ที่ทำงานโดยอัตโนมัติสามารถปั๊มกรด หรือปั๊มด่างลงไปในสระว่ายน้ำ เพื่อปรับค่า PH มิฉะนั้นไม่ว่าจะใส่คลอรีนมากขนาดไหน คลอรีนก็จะไม่ทำงาน มีแต่จะเหม็น กลิ่นคลอรีนเพิ่มขึ้น

ข้อควรระวัง คลอรีนเป็นสารที่อันตรายต่อร่างกายที่ต้องระวังในการดูแล เพราะเป็นสารเคมี ซึ่งอาจจะทำอันตรายต่อร่างกาย และผิวหนังได้ เมื่อได้กลิ่นจะรู้สึกแสบจมูก ถ้าเข้าตาต้องรีบล้างออกหรือพบแพทย์ แต่ถ้าว่ายน้ำนาน ๆ จะทำให้เส้นผม แห้งกรอบและผิวแห้งกร้านได้ คลอรีนต้องเติมทุกวัน เพราะคลอรีนจะใช้ในการย่อยเศษผงใบไม้หรือขี้ไคลสิ่งสกปรกจาก ร่างกาย และจะถูกทำลายโดยรังสี UV (Ultra Violet) ในแสงแดด และความร้อน ดังนั้นจึงนิยมใส่คลอรีนตอนกลางคืน หลังจากไม่มีคนเล่นน้ำแล้ว เพื่อป้องกันการสิ้นเปลืองของคลอรีน

3. ระบบ Ozone Treatment โดยการผลิตก๊าซโอโซน (Ozone Gas) จากเครื่องอัดอากาศ (O2) ในอากาศให้กลาย เป็นก๊าซโอโซน และสัมผัส (Contact) กับน้ำโดยตรง เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อโรค ซึ่งเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคที่มีศักยภาพสูงมาก ใช้ในการดูแลน้ำของระบบ Spa หรือสระว่ายน้ำ โอโซนจะไม่มีสารตกค้าง แต่เมื่อน้ำผ่านโอโซนถูกฆ่าเชื้อโรคเรียบร้อยแล้ว น้ำที่สะอาดจะลงสู่สระว่ายน้ำ และในขณะที่น้ำอยู่ในสระประมาณ 3-6 ชั่วโมงนั้น ไม่มีอะไรไปฆ่าเชื้อโรค จนกว่าน้ำกลับมา ผ่านโอโซนอีกครั้ง

ดังนั้น เมื่อมีคนนำเชื้อโรคลงในสระว่ายน้ำ ไม่ว่าเชื้อโรคอะไรเชื้อนั้นจะอยู่ในสระปนกับน้ำ ทำให้เกิดโรคติดต่อแก่ผู้เล่นน้ำ ในสระเดียวกันได้ ซึ่งเชื้อโรคนั้นจะต้องผ่านเครื่องฉีดโอโซนอีกครั้ง เชื้อโรคจึงจะถูกทำลาย ซึ่งบางประเทศจึงมีกฎหมาย สำหรับสระว่ายน้ำสาธารณะ (Public Swimming Pool) ห้ามใช้ระบบโอโซนอย่างเดียว ต้องใช้ควบคู่กับระบบอื่น (เช่น ใช้คลอรีนหรือน้ำเกลือ) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ